ปรับค่าแรงขั้นต่ำ ผลกระทบซับซ้อนกว่าที่คิดนะ

Minimum Wage Raise

ค่าแรงขั้นต่ำ หรือจะให้เรียกอย่างเป็นทางการก็คือ ค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ลูกจ้าง ทั้งนี้เพราะการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีนั้นเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของนายจ้าง แต่ก็มีโอกาสที่ค่าครองชีพของลูกจ้างนั้นพุ่งทะยานไปเร็วกว่าการปรับค่าจ้างของนายจ้าง จึงต้องมีการออกกฎหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำที่นายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างไว้ด้วย

 

ค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ และ ปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นแบบแบ่งตามพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็จะมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันออกไป โดยพิจารณาจากค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2555 กรุงเทพมหานคร และ ภูเก็ต มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับสูงที่สุดในประเทศ คือ 300 บาท/วัน ในขณะที่ พะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค่าครองชีพไม่สูง มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำคือ 222 บาท/วัน นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในทุกจังหวัด เป็นต้น

US Minimum Wage

ซึ่งแนวทางนี้ก็เป็นอะไรที่หลายๆ ประเทศเขาก็ทำกันครับ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เพียงแต่ของสหรัฐอเมริกานั้น รัฐบาลกลางจะประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำออกมา แต่ว่าแต่ละรัฐก็อาจจะมีกฎหมายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของตนเองได้ และในขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีบางรัฐที่ไม่มีกฎหมายนี้

แต่หลังจากวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย ก็เป็นอัตราเดียวคือ 300 บาท/วัน โดยไม่สนใจว่าจะเป็นจังหวัดใดก็ตาม

 

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศเพื่อนบ้าน

เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ประกอบกับปีนี้ประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย ผมก็เลยเห็นหลายๆ สื่อนำข้อมูลอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศมานำเสนอในรูปแบบ Infographic อยู่หลายสื่อทีเดียว

แต่ขออธิบายก่อนว่าแม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีกฎหมายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนะครับ เช่นในประเทศพม่า หรือ เมียนมาร์ เนี่ย เขาก็ไม่มีกฎหมายนี้ แต่จะมีเกณฑ์มาตรฐานที่ตกลงกันภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เป็นต้น หรือ บางทีข้อมูลก็ไม่อัพเดต (เพราะอ้างอิงจากเว็บไซต์ที่น่าจะอัพเดตเรื่อง AEC แต่ข้อมูลในเว็บก็ไม่อัพเดต) เช่น กัมพูชา ที่เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาเพิ่งประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่เป็น $128 หรือประมาณ 141 บาท/วัน และใช้กับธุรกิจสิ่งทอกับผลิตรองเท้า เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์กับบรูไนนี่วันละพันกว่าสองพันทีเดียว ในขณะที่ลาว กัมพูชา พม่า ก็แค่หลักเฉียดๆ ร้อย หรือร้อยนิด

 

ผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

หลายๆ คนมองว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็เพื่อให้ลูกจ้างสามารถอยู่รอดได้ในยุคที่ค่าครองชีพสูงๆ แต่หลายคนก็อาจจะลืมไปเช่นกันว่า ค่าจ้าง ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญ (และอาจจะสำคัญมากในบางธุรกิจ) ฉะนั้น เมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำย่อมหมายถึงต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้นแน่นอน โดยเกิดจากทั้งทางตรงและทางอ้อม

  • ทางตรงคือ ส่วนต่างที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น จังหวัดพะเยาจากเดิม 222 บาท/วัน เป็น 300 บาท/วัน หรือต้องจ่ายเพิ่ม 78 ต่อวัน หากมีพนักงานซัก 100 คนที่ได้แค่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้ ก็เท่ากับวันนึงมีต้นทุนเพิ่ม 7,800 บาท และหากคิดว่าเดือนนึงทำงาน 22 วัน ก็มีต้นทุนเพิ่มประมาณ 171,600 บาท
  • ทางอ้อมคือ ส่วนต่างที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น
    • เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างค่าจ้างของพนักงานเก่าและพนักงานใหม่ จากการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ
    • ค่าล่วงเวลาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากคิดตามฐานค่าจ้างใหม่
    • เงินโบนัสที่ต้องเพิ่มขึ้น เพราะฐานเงินเดือนของลูกจ้างเพิ่มขึ้น

หากมองภาพแคบๆ เราจะคิดแค่ว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ทำแค่เฉพาะกับลูกจ้างที่ค่าจ้างยังต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่จริงๆ แล้ว นายจ้างอาจจะยังต้องปรับเงินเดือนให้ลูกจ้างบางคน แม้จะเป็นลูกจ้างที่เงินเดือนผ่านเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำไปพอสมควรแล้ว เช่น ในจังหวัดพะเยาเมื่อพนักงานใหม่เข้ามา ได้ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน หรือ 6,600 บาท/เดือน (คิดจากทำงาน 22 วัน) พนักงานเก่าที่อาจจะเคยได้ค่าจ้าง 320 บาท/วัน หรือ 7,040 บาท/เดือน จากเดิมที่จะมีระยะห่างของเงินเดือนอยู่ที่ 2,156 บาท  ก็จะเหลือระยะห่างแค่ 440 บาทในทันที หรือพูดง่ายๆ เงินเดือนเด็กใหม่ไล่หลังมาติดๆ … โครงสร้างเงินเดือนของนายจ้างพังทลายกันเลยทีเดียว

ถ้าปล่อยทิ้งไว้ พนักงานจะหมดกำลังใจในการทำงาน บางคนอาจจะเลือกที่จะลาออกเพื่อไปอัพเงินเดือนกับนายจ้างคนใหม่ บางคนอาจจะลดความทุ่มเทในการทำงานของตนลง เพราะไม่จำเป็นต้องรอนายจ้างปรับเงินเดือนแล้ว รอจังหวะปรับค่าจ้างขั้นต่ำดีกว่าเยอะ

นอกจากนี้ ปกติแล้ว การปรับค่าจ้างประจำปี เป็นเครื่องมือที่นายจ้างใช้เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน และอาจจะขวนขวายพัฒนาฝีมือ แต่เมื่ออยู่เฉยๆ ก็มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหลายสิบเปอร์เซ็นต์ (ตอนที่ปรับมาเป็น 300 บาททั่วประเทศ บางจังหวัด เช่น พะเยา ถือว่าปรับเงินเดือนขึ้นสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และหากที่เรียกร้องกันล่าสุดให้ปรับเป็น 360 บาท/วัน ก็เท่ากับเพิ่มยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลย) ฉะนั้นจะขวนขวายทำไม จะกระตือรือร้นทำไม

 

ทางออกของนายจ้างเมื่อต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวละมากๆ

เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ทางออกนึงที่เห็นได้ชัดมากก็คือการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ ฉะนั้นมันย่อมส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพไม่มากก็น้อยแน่นอน แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย หรือพวก SMEs แล้ว บางคนสายป่านไม่ยาวพอ เมื่อเจอการปรับค่าแรงทีหลายสิบเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลงก็ได้ … การเพิ่มขึ้นต้นทุนเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่การเพิ่มมีหลายสิบเปอร์เซ็นต์ อาจฉุดบางธุรกิจให้ถล่มได้เลยนะ

 

Exit sign

 

อีกทางออกนึงก็คือ การปรับตัวด้วยการปรับขนาดขององค์กรให้เหมาะสม ซึ่งนั่นหมายถึงการเลิกจ้างหรือการจ้างแรงงานที่น้อยลง (และผลที่ตามมาคือ อัตราว่างงานที่สูงขึ้น) และกลายเป็นว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของลูกจ้างไม่ประสบผล (เพราะลูกจ้างตกงานแทน)

สำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ทุนหนา อาจจะไม่ถึงกับลดจำนวนพนักงานลง แต่ก็อาจจะระงับการจ้างงานเพิ่ม เพราะนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็จะเริ่มมองหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อทดแทนกำลังพล เพราะไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวนของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น

 

อย่ามัวแต่รอปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน

แรงงานฝีมือจะมีรายได้สูงมาก ผมเคยเจอโรงงานผลิตพรมที่พนักงานได้เงินเดือนเดือนละหลายหมื่น เพราะฝีมือในการทอพรม การออกแบบ … ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผมเคยทำงานอยู่ พนักงานบางคนที่ใฝ่เรียนรู้ ครูพักลักจำบ้าง ขอให้ช่างช่วยสอนบ้าง จนมีฝีมือช่าง ก็จะได้รับการปรับตำแหน่ง ปรับเงินเดือนเอง

บางคนอาจจะคาดหวังกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ขอเตือนไว้ตรงนี้ก่อนนะครับว่ามันมีขีดจำกัดอยู่เหมือนกัน เพราะหากค่าจ้างขั้นต่ำสูงมาก นักลงทุน เจ้าของกิจการ ก็อาจจะเลือกไปลงทุนในประเทศใกล้เคียงที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำกว่า (และก็อย่างที่เห็น เพื่อนบ้านของเรามีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำกว่ามากทีเดียว ตอนที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็น 300 บาท ก็มีหลายกิจการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว)

ฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุดที่ยั่งยืนสำหรับลูกจ้างก็คือ การพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้ได้ขึ้นค่าจ้างอย่างเหมาะสม และในขณะเดียวกัน ในยุคที่ก้าวสู่ AEC แบบนี้ การเป็นแรงงานมีฝีมือก็ย่อมมีโอกาสในการไปหางานทำในประเทศต่างๆ ที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงๆ ได้เช่นกันนะครับ

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: