นายจ้างควรทราบ … เลิกจ้างอย่างไรให้เป็นธรรม

You Are Fired

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อนายจ้างจ้างลูกจ้างมา ก็ย่อมมีวันเลิกจ้าง แต่ปัญหาแรงงานสัมพันธ์จำนวนไม่น้อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ทั้งที่เกิดจากความจงใจของนายจ้าง ตลอดไปจนถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนายจ้าง จนกลายเป็นคดีความให้ปวดหัวและเสียเวล่ำเวลาทั้งสองฝ่าย … คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วนายจ้างควรจะเลิกจ้างอย่างไร จึงจะเป็นธรรม และจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวในภายหลัง?!?

 

บทความต่อไปนี้ จุดมุ่งหมายคืออยากให้นายจ้างได้ทราบว่าเมื่อจะเลิกจ้างลูกจ้างแล้วควรทำอย่างไร เพื่อให้เป็นธรรม และจะได้ไม่กลายมาเป็นคดีความในภายหลัง และในขณะเดียวกัน ก็อยากให้ลูกจ้างได้อ่าน เผื่อกรณีถูกเลิกจ้างจะได้รู้ครับ ว่านายจ้างปฏิบัติต่อเราอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง

 

ลูกจ้างลาออกได้ นายจ้างก็เลิกจ้างได้ … แต่ว่า

เผื่อใครยังไม่ทราบ … ลูกจ้างสามารถลาออกจากงานได้ทุกเมื่อ มีเพียงเงื่อนไขเดียวที่กำหนดไว้คือ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (ถ้าจ่ายทุก 15 วันก็คือบอกล่วงหน้า 15 วัน ถ้าจ่ายทุกเดือน ก็คือบอกล่วงหน้า 1 เดือน คิดแบบนี้ ง่ายๆ เลย) หรือยกเว้นในกรณีที่สัญญาจ้างระบุไว้เป็นอย่างอื่น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน … แค่นี้เอง

แต่หากนายจ้างจะบอกเลิกจ้างกับลูกจ้าง มันไม่ง่ายแบบนี้ครับ เพราะต้องกังวลกับคำว่า เลิกจ้างไม่เป็นธรรม หรือก็คือ เลิกจ้างเพราะไม่มีเหตุอันคววร หรือกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เลิกจ้างได้

ถึงตรงนี้นายจ้างอาจจะคิดว่า “เฮ้ย! อะไรอ่ะ?!? ลูกจ้างอยากลาออก แค่บอกล่วงหน้าจบ แล้วนายจ้างไม่อยากจ้างลูกจ้างเอาไว้แล้ว ทำไมแค่บอกเฉยๆ ไม่ได้เรอะไง?!?” … แหม่ มันก็ต้องมีอะไรเพิ่มเติมนิดนึง เพราะทางกฎหมายเขามองว่า ลูกจ้างเสียเปรียบนายจ้างอยู่ เพราะหากเกิดอยู่ๆ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง แล้วลูกจ้างจะเอาอะไรกินล่ะ?!? แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างไม่ได้นะครับ เพียงแต่ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปดังนี้

 

หากลูกจ้างไม่ได้มีความผิดใดๆ นายจ้างควรทำตามนี้

ปกติแล้วนายจ้างไม่ค่อยมีใครเขาอยู่ๆ ก็อยากเลิกจ้างหรอกครับ มันก็ต้องมีเหตุจำเป็นบ้าง เช่น บริษัทขาดทุน ต้องปรับลดกำลังพล อะไรแบบนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง ฉะนั้น เมื่อจะเลิกจ้างทั้งๆ ที่ลูกจ้างไม่ได้ทำอะไรผิด นายจ้างก็ควรที่จะ …

1. บอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้างเป็นอย่างน้อย หรือล่วงหน้าตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน … ถ้าอยากจะให้การเลิกจ้างมีผลในทันที ทำได้ไหม?!? ได้เลย แต่จ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือนักกฎหมายบางคนเรียก “ค่าต๊กใจ” เป็นอัตราค่าจ้างล่าสุด 1 เดือน

2. จ่ายค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2553 มาตรา 118 โดยมีอัตราดังนี้

  • หากทำงานมาแล้ว 120 วัน – 1 ปี จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน
  • หากทำงานมาแล้ว 1 ปี – 3 ปี จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินอัตราค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน
  • หากทำงานมาแล้ว 3 ปี – 6 ปี จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน
  • หากทำงานมาแล้ว 6 ปี – 10 ปี จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • หากทำงานมาแล้ว 10 ปีขึ้นไป จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน

3. เพื่อให้จากกันด้วยดี แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย นายจ้างอาจจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้อีกจำนวนนึง โดยพิจารณาจากอายุงาน อายุลูกจ้าง ความเดือดร้อนที่ลูกจ้างได้รับ

ถ้าได้ทำครบขั้นที่ 1 และ 2 แล้วก็วางใจได้ล่ะว่าทำตามกฎหมายดีพอแล้ว แต่หากอยากให้จากกันด้วยดี ก็เพิ่มข้อ 3 ไปอีกนิด จะแฮปปี้กันทั้งคนเลิกจ้างและผู้ถูกเลิกจ้าง

 

หากไม่อยากจ่ายค่าชดเชยใดๆ ต้องให้มั่นใจว่าลูกจ้างผิดข้อใดข้อหนึ่ง (หรือหลายข้อ) ดังต่อไปนี้

นายจ้างบางคนอาจคิดต่อว่า แล้วถ้าลูกจ้างมันทำผิดต่อเราล่ะ เราจะเลิกจ้างมัน เรายังต้องจ่ายค่าชดเชยอีกเหรอ แบบนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับนายจ้างหรือเปล่า?!? คำตอบคือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2553 ก็มีการระบุถึงกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ ด้วยเอาไว้ดังนี้

1. ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
4. ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และมีการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (หนังสือเตือนมีผลบังคับไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่กระทำผิด) ยกเว้นกรณีร้ายแรงไม่ต้องตักเตือน
5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยไม่สนว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ โดยไม่มีเหตุอันสมควร
6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ยกเว้นความผิดลหุโทษ (จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท)

อย่างไรก็ดี อยากให้นายจ้างระวังภาษากฎหมายนิดหน่อยนะครับ ใน 6 กรณีนี้ มันมีเงื่อนไขแอบแฝงอยู่ เช่น

  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ต้องพิสูจน์เจตนาได้ว่าลูกจ้างจงใจนะครับ … แต่ความเสียหายนั้นเปิดกว้างมาก จะเป็นทางทรัพย์สินก็ได้ เสียชื่อเสียงก็เป็นไปได้ ฉะนั้นแม้แต่การโพสต์ข้อความบน Social media เอง หากทำให้นายจ้างเกิดความเสียหาย ก็สามารถใช้เป็นความผิดร้ายแรงให้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แต่จุดสำคัญคือ ต้องพิสูจน์เจตนา และแสดงให้เห็นว่านายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง อันนี้ต้องตีความแบบนี้
    • คำว่าประมาทเลินเล่อ คือ ไม่ได้เจตนาที่จะทำ แต่ในสภาพแวดล้อมตามนั้นแล้ว หากเป็นคนอื่นจะมีความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น … เช่น การเลี้ยวรถโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว อะไรแบบนี้
    • ความเสียหายอย่างร้ายแรง คือ ความเสียหายทางชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน ซึ่งในแง่ของคำว่าร้ายแรงเนี่ย มันนานาจิตตังมากครับ แต่ไม่ต้องเสียหายระดับเป็นล้านบาทก็อาจจะเป็นความร้ายแรงได้

      คำพิพากษาฎีกาที่ 3180/2530 ลูกจ้างเป็นหัวหน้าแผนกขายส่วนกลาง มีหน้าที่ขายแบตเตอรี่และจ่ายของ แต่มิได้ปฏิบัติตามระเบียบของนายจ้างเกี่ยวกับการเบิกของโดยยินยอมให้ผู้เบิกรับของไปก่อน และให้ผู้เบิกจัดส่งใบเบิกของและใบรับประกันในภายหลัง มิได้ให้ผู้เบิกจัดทำใบเบิกของในทันทีตามระเบียบ แม้จะมีการปฏิบัติดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานานแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจากผลของการที่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามระเบียบของนายจ้าง ทำให้นายจ้างเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาทเศษ การกระทำของลูกจ้างจึงเป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่การงานเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

      คำพิพากษาฎีกา 4469/2545 ลูกจ้างเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ แจ้งผลการตรวจเลือดไม่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคไต เมื่อแพทย์สั่งให้ตรวจเลือดผู้ป่วยคนเดิมอีกครั้งก็ได้ผลแตกต่างจากครั้งแรกมาก ทั้งยังตรวจเลือดมีครบตามรายการที่แพทย์สั่งตรวจด้วย จึงเป็นประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายร้ายแรง

      หากดูดีๆ จะเห็นว่า ขนาดความผิดพลาดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่นายจ้างจริงๆ … ศาลฎีกาเขาก็พิจารณาถึงความเสียหายอย่างร้ายแรง ในกรณีที่หากไม่มีเหตุใดมายับยั้งความผิดพลาดนั้นไว้ได้ซะก่อนด้วยนะครับ อย่างในกรณีฎีกาเรื่องตรวจเลือด หากแพทย์เจ้าของอาการไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโรงพยาบาลย่อมร้ายแรง เป็นต้น

  • ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และมีการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว … เพราะนายจ้างไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย ฉะนั้นคำสั่งใด ข้อบังคับใด ที่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม (เช่น นายจ้างสั่งให้ไปทำร้ายร่างกายลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายหนี้ หรือ สั่งให้ลูกจ้างมาทำงานในช่วงวันหยุดสงกรานต์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง) แล้วลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ทำ นายจ้างจะหยิบยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้างไม่ได้ หรือ เมื่อฝ่าฝืนแล้วในกรณีที่ไม่ร้ายแรงก็ต้องตักเตือนเป็นหนังสือด้วยนะครับ หรือพูดง่ายๆ ออกใบเตือน ไม่ใช่ตักเตือนด้วยวาจาเฉยๆ
  • ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยไม่สนว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ โดยไม่มีเหตุอันสมควร … คำถามคือ แล้วนายจ้างจะรู้ได้ยังไงว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่?!? คำตอบก็คือ ต้องมีการสอบสวนครับ นายจ้างจะเลิกจ้างโดยทันทีแบบว่า ละทิ้งเกินสามวันปุ๊บไล่ออกโดยอัตโนมัติไม่ได้ ต้องเปิดโอกาสให้ลูกจ้างชี้แจงก่อน และหากเหตุผลไม่สมควร จึงค่อยเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ

ถ้าปฏิบัติตามสิ่งที่สมควรจะกระทำแล้ว และระมัดระวังในเรื่องของภาษากฎหมายซะขนาดนี้แล้ว ก็วางใจได้เยอะละครับว่าเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว หมดกังวัลอย่างแน่นอน ต่อให้ลูกจ้างฟ้องร้องให้เราขึันโรงขึ้นศาล ก็ไม่แพ้คดีง่ายๆ ครับ

ส่วนลูกจ้างคนใดเจอนายจ้างมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากบทความนี้ ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ากำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว เตรียมปรึกษาทนายเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีได้เลย … ลูกจ้างไม่ควรเอาเปรียบนายจ้าง แต่ก็อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบเช่นกันนะครับ

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: