เปลี่ยนงานบ่อย ดีหรือไม่อย่างไร กับทั้งคุณและองค์กร

Job Hopper

 

มีงานวิจัยสำรวจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาหลายชิ้นเลย ที่บอกว่ามุมมองที่มีต่อบุคลากรที่มีพฤติกรรม “เปลี่ยนงานบ่อยๆ” เริ่มเปลี่ยนไป คือจากเดิมที่มองว่าเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงการ “ขาดความจงรักภักดี” มาเป็น “มันคือเรื่องปกติ” ไปซะแล้ว … แม้จะไม่ต้องทำงานวิจัยให้ยุ่งยาก แต่หากเราแค่มองไปรอบๆ ลองคุยกับผู้บริหารบริษัทห้างร้านรุ่นเก่าๆ ประมาณสมัย Baby boomer (ถ้าเป็นพวกฝรั่ง เขาก็จะมองว่าคือคนกลุ่มที่เกิดก่อนปี ค.ศ. 1982) เขาก็อาจจะบอกว่าทำงานซักที่นึง ก็ต้องอยู่อย่างน้อยๆ ซัก 5-6 ปีขึ้นไปล่ะ แต่ปัจจุบันเราก็จะเห็นได้ว่าพวก Gen Y มองต่างกันออกไป

 

1422648146-job-hopping-info

ที่มา: http://www.entrepreneur.com/article/242439

 

ดูจาก Infographic ข้างต้น จะเห็นว่าแม้ในภาพรวม 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะยังมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยไม่ใช่เรื่องดี ไม่เกิดประโยชน์แก่อาชีพการงานของตน แต่ว่าหากพิจารณาตามอายุแล้วจะเห็นว่าชาวอเมริกันในช่วงอายุ 18-34 ปีนั้น เริ่มมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆ เป็นประโยชน์กับอาชีพการงานของตน … ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นานาประเทศ รวมถึงประเทศไทยก็กำลังเผชิญอยู่

 

สรุปง่ายๆ ในฐานะนายจ้าง คุณหนีไม่พ้นเด็กใหม่ย้ายงานบ่อยแน่ๆ เพราะว่า …

ขนาดมีวิชาแนะแนวก็แล้ว มีโอกาสในการเลือกคณะที่ชอบก็แล้ว ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก็ได้ฝึกงานก็แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ หลายๆ คนก็ยังรู้สึกว่ายังค้นหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านี้เปลี่ยนงานบ่อยๆ เพราะได้ลองทำโน่นนี่นั่น ซึ่งอาจช่วยให้พวกเขาได้ค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบและตนเองรักเจอ การเจอแต่เนิ่นๆ มันก็ดี จริงไหมล่ะ

แต่สำหรับหลายๆ คนแล้ว ก็มองว่าการย้ายงานบ่อยๆ ก็ย่อมหมายถึงโอกาสในการได้เจรจาต่อรองเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆ กันใหม่ ซึ่งบางครั้งสามารถได้เงินเดือนสูงขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 10% เลยด้วยซ้ำ (ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผม ตอนผมย้ายงานครั้งล่าสุด ฐานเงินเดือนผมสูงขึ้นประมาณ 28%) ซึ่งเป็นอะไรที่หากทำงานแล้วรอปรับเงินเดือน (ซึ่งส่วนใหญ่ปรับตั้งแต่ 3% – 6% ต่อปี) คงต้องรอกันหลายปีทีเดียว … นี่ยังไม่นับโอกาสที่จะได้ Benefits เพิ่มมากขึ้นด้วย (เช่น ผมได้วันหยุดประจำสัปดาห์เพิ่มเป็น 2 วัน และพักร้อนเพิ่มจาก 6 วันต่อปีเป็น 20 วันต่อปี)

และสำหรับบางคน การย้ายงานบ่อยๆ แต่ทำงานอยู่ในแต่ละที่ซักระยะนึง เช่น 1-3 ปี ก็ช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้ที่หลากหลาย ทำให้พวกเขาได้สร้าง Connection กับผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตของพวกเขาได้

 

คนรุ่นใหม่มองข้อเสียของการย้ายงานบ่อยเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปแล้ว

เหตุที่คนรุ่นใหม่คิดแบบนี้มันมาจากหลายปัจจัยครับ ปัจจัยนึงที่ผมเห็นได้ชัดคือเรื่องของตัวเงิน เพราะคนในวัยเดียวกัน จบเป็นเพื่อนกันมา สาขาวิชาเดียวกัน มักจะมีการเปรียบเทียบเงินเดือนและ Benefit ของกันและกัน ประมาณว่าใครประสบความสำเร็จมากกว่ากัน อะไรแบบนี้ และเมื่อคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ทำแบบนี้กันหมด มันก็เลยเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ เขาก็ทำกัน

ความกลัวว่านายจ้างจะลังเลที่จะจ้างงานพวกเขาเมื่อได้เห็นเรซูเม่ว่าย้ายงานมาบ่อยแค่ไหน ทำงานในแต่ละที่อยู่แค่ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนงานแล้วมันเริ่มหายไป คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เช่น หากนายจ้างมองว่าการย้ายงานบ่อยๆ แสดงถึงความไม่จงรักภักดีละก็ นายจ้างเองก็มีส่วนต้องทำตัวเองให้เป็น Employer of Choice หรือ นายจ้างที่เป็นตัวเลือกหลักของลูกจ้างด้วย เช่น ให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่าคู่แข่งธุรกิจรายอื่น ต้องดูแลเอาใจใส่พนักงาน เป็นต้น

 

จริงๆ แล้ว องค์กรก็ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อย

เมื่อใครซักคนที่ทำงานกับเราไม่กี่เดือน หรือ ปีสองปี ก็ลาออกไปทำงานที่อื่น องค์กรก็ต้องเสียทรัพยากรทั้งเวลา ทั้งเงิน และบุคคล ในการคัดเลือกคนใหม่เข้ามาทำงานแทน ไหนจะต้องฝึกอบรมให้ทำงานอีก แต่ในขณะเดียวกัน หากได้พนักงานใหม่ที่ย้ายมาจากองค์กรอื่น ก็มีแนวโน้มที่จะได้คนที่เป็นงานในระดับนึง หรือมีความรู้ความสามารถในระดับที่พร้อมจะทำงานได้เลยก็เป็นได้

ฉะนั้น องค์กรที่จะได้ประโยชน์จากพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อยจริงๆ แล้วก็จะเป็นองค์กรที่

  • สามารถคัดเลือกคนที่ใช่ ตอบโจทย์ มีความพร้อมที่จะทำงานมากที่สุดมาได้
  • มีสายป่านที่ดีพอ ที่จะรั้ง (Retain) คนไว้กับองค์กร หยุดพฤติกรรมย้ายงานบ่อยของพนักงานได้

ใช่ครับ หากองค์กรมีความสามารถพอ ก็สามารถรั้งพวกพฤติกรรมย้ายงานบ่อยไว้กับองค์กรได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วที่พวกเขาเปลี่ยนงานกันบ่อยๆ ก็เพราะต้องการอะไรบางอย่าง เช่นส่วนใหญ่ก็ต้องการรายได้ที่เพิ่มขึ้น บางคนก็ต้องการความหลากหลายในการทำงาน หรือต้องการพัฒนาทักษะ ฉะนั้น หากองค์กรสามารถ

  • ให้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ และไม่น้อยหน้าคู่แข่งในธุรกิจ
  • สามารถวาง Career path หรือเส้นทางสายอาชีพให้ชัดเจน พนักงานจะได้รู้ว่าหากทำงานต่อไปแล้วเขาจะสามารถพัฒนาไปอยู่ในตำแหน่งใดได้
  • มีการฝึกอบรมให้ทักษะความรู้ความสามารถ เพื่อให้พร้อมสำหรับการทำงาน และก้าวหน้าในสายอาชีพการงาน

องค์กรก็อาจจะสามารถรั้งพนักงานให้อยู่กับตนได้นานๆ ครับ … เพียงแต่บางองค์กรมักจะกลัวการเปลี่ยนงานของพนักงาน จนทำให้ละเลยในการที่จะฝึกอบรมทักษะให้พวกเขา ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวหน้าต่อในอาชีพการงานได้ และทำให้พวกเขาต้องจากองค์กรไปในที่สุด … หลายๆ องค์กรลืมไปว่า สามารถคุยตกลงกับพนักงาน เพื่อทำสัญญาได้ว่าหากออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้อบรมพัฒนาทักษะแล้ว ห้ามลาออกในระยะเวลาเท่าไหร่ … อันนี้ทำได้ ถูกกฎหมายนะครับ

 

แถมให้สำหรับคนที่เปลี่ยนงานบ่อย … สำหรับการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งาน

แต่ถึงกระนั้น องค์กรจำนวนมากก็ยังตั้งการ์ดไม่อยากรับคนที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อย … อารมณ์คือเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยง … แต่หากคุณมีพฤติกรรมอย่างที่ว่าแล้ว คุณจะเตรียมตัวยังไง เพื่อไปสัมภาษณ์งานแล้วทำให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มองคุณเลวร้ายไปกว่าที่เขาคิดอยู่

ขอเตือนว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์นั้น

  • คำถามที่มักจะถูกถามบ่อยคือ เพราะอะไรถึงเปลี่ยนงานบ่อย … ต้องหาคำพูดสวยๆ ไว้ตอบหน่อยนะครับ ส่วนใหญ่ที่มักจะตอบกันคือ เพื่อหาประสบการณ์ ซึ่งคุณต้องพยายามชี้ให้เห็น เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อให้เขารับรู้ว่า ผลจากการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ของคุณ ทำให้คุณมีทักษะความชำนาญที่หลากหลาย สามารถเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน และพร้อมเริ่มงานได้เลย
  • ผู้สัมภาษณ์บางราย (หลายรายด้วย) มักจะหลอกล่อถามถึงเกี่ยวกับที่ทำงานเก่า เจ้านายเก่า … อย่าหลวมตัวเผลอไปพูดถึงด้านมืด หรือ Dark side ของที่ทำงานเก่าเจ้านายเก่าของคุณ มองในมุมมองของนายจ้างใหม่ของคุณด้วย หากเขาเห็นว่าคุณมีพฤติกรรมดังกล่าว เขาย่อมอนุมานได้ว่าหากคุณลาออกจากที่นี่ไป คุณก็ย่อมเอาเรื่องร้ายๆ ไปเล่าให้คนอื่นฟังอีก

 

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: