พื้นฐานกฎหมายแรงงาน ที่ลูกจ้างควรรู้ไว้ จะได้ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ

Interview

Creative Commons License Alan Cleaver via Compfight

มีคนมาปรึกษาเรื่องนายจ้างเอาเปรียบค่อนข้างเยอะมาก และเมื่อผมลองทบทวนคำถามและสถานการณ์ต่างๆ ของลูกจ้างที่ถูกเอาเปรียบเหล่านี้ ทำให้ผมสรุปได้ว่าเกิดจากความรู้ไม่เท่าทันถึงกฎหมายแรงงานครับ คือ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน มนุษย์เงินเดือนทุกท่าน ไปดาวน์โหลด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ปรับปรุง พ.ศ.2553 ไปอ่านครับ เลือกอ่านเฉพาะหมวด ค่าจ้าง, ค่าชดเชย ก็ยังดีครับ แล้วมาอ่านบทความนี้เพิ่มเติมว่า อะไรคือพื้นฐานสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ควรรู้กัน

 

สัญญาจ้างแรงงาน: สำคัญมากที่จะต้องเป็นลายลักษณ์อักษร

มีอยู่หลายเคสเลยที่มาปรึกษากับผม ว่าตอนคุยสัมภาษณ์งาน ตกลงจ้าง พูดกันเป็นมั่นเหมาะว่าจะให้เงินเดือนเท่านี้ พ้นทดลองงานแล้วจะปรับเงินเดือนขึ้นให้ หรือจะให้สวัสดิการยังงั้นยังงี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ มาทำงานแล้ว ที่ตกลงกันไว้ด้วยวาจากลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น จะมีโอกาสฟ้องร้องนายจ้างยังไงได้บ้าง

แม้ในทางกฎหมาย การทำนิติกรรมสัญญานั้นเพียงแค่แสดงเจตนาออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ก็มีผลถือว่านิติกรรมนั้นสมบูรณ์แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เวลามีปัญหาเบี้ยวกันขึ้นมา สัญญาปากเปล่ามันยากที่จะหาหลักฐานมายืนยันครับว่านายจ้างเคยตกลงกับเราเอาไว้ยังไง พวกพนักงานในบริษัทของนายจ้างคงไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานให้เราอยู่แล้ว (เรื่องอะไรจะทุบหม้อข้าวตัวเอง) ฉะนั้นหากคุณไม่ได้แอบบันทึกเสียงตอนพูดคุยตกลงกันไว้ละก็ สัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีการระบุสาระสำคัญของการจ้าง (เวลาทำงาน ค่าตอบแทน สวัสดิการพิเศษต่างๆ) เอาไว้ชัดเจน และมีการเซ็นชื่อโดยตัวเราและตัวแทนนายจ้างเรียบร้อย จึงจะมั่นใจได้ครับว่าหากนายจ้างเกิดเบี้ยว เราจะมีหลักฐานไปยืนยันในศาล

 

365.14: SIGNED by the Buyer

Creative Commons License Jessica Spengler via Compfight

 

อ้อ! เคยมีเคสที่นายจ้างเล่นมุก สัญญาจ้างเป็นเอกสารอันเป็นความลับของบริษัท แล้วไม่ให้ลูกจ้างเก็บไว้ … จริงๆ แล้ว การทำสัญญาอะไรแบบนี้ สัญญาจะมีสองชุดที่เหมือนกัน แล้วเรากับนายจ้างจะเซ็นทั้งสองชุด เก็บกันไว้คนละชุดนะครับ (นายจ้างก็ต้องมีไว้กันลูกจ้างเบี้ยวเช่นกัน)

 

ต่ออายุทดลองงาน: ทำไปเหอะกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เลิกจ้างแล้วพิจารณาจ่ายค่าชดเชยด้วย

กฎหมายไม่ได้มีการพูดถึงการทดลองงานครับ เพียงแต่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ปรับปรุง พ.ศ.2553 มาตรา 118 มีการพูดถึงเรื่อง ค่าชดเชยเมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างเอาไว้ ว่าหากมีอายุงานครบ 120 วันแล้ว นายจ้างต้องมีการจ่ายค่าชดเชยครับ (ถ้าไม่ได้ถูกเลิกจ้างด้วยกรณีตามมาตรา 119)

  • ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายชดเชยเป็นค่าแรงสุดท้ายไม่น้อยกว่า 30 วัน
  • ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี นายจ้างต้องจ่ายชดเชยเป็นค่าแรงสุดท้ายไม่น้อยกว่า 90 วัน
  • ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี นายจ้างต้องจ่ายชดเชยเป็นค่าแรงสุดท้ายไม่น้อยกว่า 180 วัน
  • ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายชดเชยเป็นค่าแรงสุดท้ายไม่น้อยกว่า 240 วัน
  • ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายชดเชยเป็นค่าแรงสุดท้ายไม่น้อยกว่า 300 วัน

ดังนั้นโอกาสเดียวที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยคือในช่วง 119 วันแรก ฉะนั้นนายจ้างจึงอาศัยช่วงนี้แหละ กำหนดเป็นช่วงที่เรียกว่า “ทดลองงาน” นายจ้างก็จะต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของเรา ภายในระยะเวลา 90 วันแรกให้เรียบร้อย หากไม่ผ่านก็ต้องแจ้งให้ทราบ เพื่อให้การเลิกจ้างมีผลในรอบการจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป (ซึ่งปกติก็จะอยู่ที่ 30 วัน) เพราะหากไม่บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (หรือตามที่ระบุในสัญญาจ้าง) นายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าต๊กใจ หรือ ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินค่าจ้างล่าสุดอีก 30 วันครับ (มาตรา 120 วรรค 2)

ฉะนั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องทดลองงาน และทั้งหมดเป็นเรื่องของนายจ้าง การที่นายจ้างจะต่ออายุทดลองงานถามว่าทำได้ไหม? คำตอบก็คือทำได้ครับ จะต่อไปกี่เดือนกี่ปีก็เอาเหอะ แต่ให้จำไว้อย่างเดียว หากเราทำงานครบ 120 วันแล้วนายจ้างจะเลิกจ้าง ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด จะเบี้ยวไม่ได้ และหากไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก็ต้องจ่ายค่าต๊กใจอีก

ทีนี้ก็จะมีนายจ้างบางคนหัวหมอครับ เวลาต่ออายุทดลองงาน ก็จะให้ลูกจ้างทำสัญญาจ้างงานใหม่ หรือพูดง่ายๆ นับ 120 วันกันใหม่นั่นเอง นี่เป็นลูกเล่นที่นายจ้างใช้เอาเปรียบลูกจ้าง เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ หากใครเจอนายจ้างมามุกนี้ ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าหากเราไม่ได้มองว่าต้องทำงานที่นี่ให้ได้ ถึงตายก็ยอม อย่าไปทำงานกับนายจ้างรายนี้ครับ เพราะชัดเจนแล้วว่าเขามีเจตนาจะเอาเปรียบลูกจ้าง ขืนไปทำงานด้วยก็มีแต่จะโดนเอาเปรียบนะครับ

 

พนักงานทดลองงาน: อาจจะสิทธิไม่เทียบเท่าพนักงานผ่านทดลองงาน แต่ก็ไม่ใช่พลเมืองชั้นสามนะ

บ่อยครั้งพนักงานทดลองงานมักจะมีสิทธิมีเสียงน้อยกว่าพนักงานที่ผ่านการทดลองงานแล้ว แน่นอน อย่างน้อยสถานะการทำงานก็ยังไม่มั่นคงล่ะ (นายจ้างอาจจะบอกว่า “เฮ้ย! คุณไม่ผ่านทดลองงานนะ”) แต่ในทางกฎหมาย พนักงานทดลองงานก็คือลูกจ้างตามกฎหมายครับ ดังนั้นจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากนายจ้าง และได้สวัสดิการพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด นั่นหมายถึงมีสิทธิได้รับวันหยุดตามประเพณี มีสิทธิได้ลาป่วยตามที่ป่วยจริง เป็นต้น

 

D517_CM-20

MoDOT Photos via Compfight

 

ผมเจอหลายเคสที่มนุษย์เงินเดือนมือใหม่มีความเชื่อว่า ในระหว่างการทดลองงาน นายจ้างมีสิทธิห้ามลาป่วยได้ … คือ เป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงโดยสิ้นเชิงนะครับ อย่างที่บอก กฎหมายให้ลูกจ้างลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง เพียงแต่นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงในวันที่ลาป่วยแค่ 30 วันต่อปีเท่านั้น หลังจากนั้นหากป่วยก็ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว (มาตรา 57) … เพียงแต่ว่า หากในช่วงทดลองงานแล้ว ดันลาป่วยเยอะมากๆ นายจ้างก็อาจจะพิจารณาว่าไม่ผ่านการทดลองงานได้ ก็เท่านั้นล่ะครับ แต่ต้องให้ลาได้ และยังต้องจ่ายค่าแรงให้เขาตามที่กฎหมายกำหนด

 

เงินประกัน: จะเข้ามาทำงานที่นี่ ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

นายจ้างกลัวลูกจ้างลาออก ทิ้งงานกลางคัน แล้วงานสะดุด เกิดความเสียหาย นายจ้างจำนวนไม่น้อยเลยเรียกเงินประกันจากลูกจ้างไว้ หากลาออกไม่บอกไม่กล่าว ยึดเงินประกันเลย เงินประกันเลยกลายเป็นตัวประกันไปซะอย่างนั้น

 

Art the Pig

Hello Angel Creative via Compfight

 

แต่จริงๆ แล้วพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ปรับปรุง พ.ศ.2553 ห้ามไม่ให้นายจ้างเรียกหลักประกันใดๆ จากลูกจ้าง ยกเว้นแต่สภาพงานของลูกจ้างจะต้องเกี่ยวข้องกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างเท่านั้น และหากมีการเรียกเก็บเงินประกันไว้ เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุด ก็ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้กับลูกจ้างภายใน 7 วัน หาไม่แล้ว โดนฟ้องพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปีได้นะครับ

 

ยังไม่อนุมัติ ลาออกไม่ได้: ถ้างั้นไม่ต้องทนอยู่กับนายจ้างคนนี้ไปจนตายเรอะไง

ความเชื่อที่ว่าหากนายจ้างยังไม่อนุมัติใบลาออก ก็จะลาออกไม่ได้ ผมว่ามันมาจากพวกละครที่เราๆ ท่านๆ ดูกันนะ เพราะจะมีบางฉากที่ตัวเอกของเรื่องจะลาออก แล้วผู้บริหารไม่อนุมัติใบลา แล้วพยายามเจรจากับตัวเอกให้อยู่ต่อ … เราดูละครพวกนี้มาก ก็เลยเกิดความเชื่อว่าเวลาจะลาออกเราก็ต้องรอให้ผู้บริหารเขาอนุมัติใบลาออก

คือถ้าคิดแบบนี้ละก็ ชีวิตนี้หากเราหลวมตัวมาเป็นลูกจ้างเขา แล้วเกิดเขาไม่ยอมให้เราลาออก เรามิต้อง(ทน)อยู่กับเขาไปตลอดชีพเลยเหรอครับ … ในความเป็นจริงนั้น ลูกจ้างจะลาออกนี่ง่ายมากเลยครับ แค่แสดงเจตนาว่าจะลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง หรืออย่างน้อยตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา … บางตำแหน่ง บางนายจ้าง เขาจะระบุว่าต้องบอกก่อนล่วงหน้านานกว่า 30 วัน แต่กฎหมายก็ระบุไว้เช่นกันว่าไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน (มาตรา 17 วรรค 2)

 

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: