ทำความรู้จักกับโบนัสประจำปี สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของนายจ้าง แต่ลูกจ้างมักคิดว่าเป็นสิทธิของตน

Bonus

 

Image credit: http://taxcredits.net/

 

เผอิญว่าไปเจอกระทู้แนะนำของ Pantip.com กระทู้นึงชื่อ โบนัสสิ้นปี เห็นยอดละ ผมนี่น้ำตาไหลอัตโนมัติเลย แล้วรู้สึกได้ว่าความเข้าใจในเรื่องของ “โบนัสประจำปี” ยังคงเป็นอะไรที่มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่ทำหน้าที่ฝ่ายบุคคลเองด้วยซ้ำ … เพราะโดยสรุปแล้ว เจ้าของกระทู้แนะนำอันนี้ เธอเป็นมนุษย์เงินเดือนในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคลและธุรการ ซึ่งพบว่าตัวเองนั้นถูกลดเงินโบนัสจากที่ได้ 1.5 เดือน เป็นจำนวน 19,500 บาท ลงเหลือ 2,168 บาท แต่ทางหัวหน้าก็บอกว่าได้ขอเพิ่มให้เป็น 3,000 บาทแล้ว เหตุผลที่เธอถูกลดเงินโบนัสลง จากที่เจ้าของกระทู้ว่าก็คือเพราะมีการลาจำนวน 40 วัน เป็นลากิจ 8 วัน และลาป่วย 32 วัน ทางเจ้าของกระทู้เลยสงสัยว่าตามกฎหมายแล้ว สามารถเอาวันลาเหล่านี้มาหักลดเงินโบนัสได้ด้วยเหรอ?

 

เผื่อว่ากระทู้จะโดนลบไปซะก่อน ผมจึงขอตัดเฉพาะโพสต์แรกของเจ้าของกระทู้มาแปะไว้ตรงนี้ให้อ่าน เพื่อจะได้เห็นข้อความดั้งเดิมของเจ้าของกระทู้นะครับ แต่ใครสนใจจะอ่านคอมเม้นต์ต่างๆ ก็ไปคลิกลิงก์อ่านกันเอาเอง

 

Pantip Post

 

เอาล่ะ ทีนี้ถึงเวลามาทำความเข้าใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกระทู้นี้กันแล้วนะครับ ซึ่งผมขอแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักๆ คือ การลากิจ, การลาป่วย และการคิดเงินโบนัสประจำปีของนายจ้างครับ

 

การลากิจ

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2553 ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการ “ลากิจ” อย่างชัดเจนครับ แต่มาตรา 34 นั้นระบุไว้ว่า “ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจําเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน” ซึ่งก็หมายความว่า ให้นายจ้างกำหนดเรื่องการลากิจเอาไว้ในระเบียบข้อบังคับของบริษัทเองครับ หากนายจ้างพิจารณาแล้วเห็นว่าลูกจ้างมีความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องลาเพื่อไปทำกิจธุระ ก็สามารถให้ลาได้ และนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้หรือจะไม่จ่ายให้ก็เป็นสิทธิที่นายจ้างครับ เช่น นายจ้างบางรายอาจจะมีระเบียบข้อบังคับว่าให้ลูกจ้างลากิจโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 5 วันต่อปี แต่หากเกินกว่านั้น นายจ้างก็จะไม่จ่ายค่าจ้างในวันลาให้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นสวัสดิการ (เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับว่านายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง) เป็นต้น

 

การลาป่วย

เรื่องการลาป่วย ก็เป็นสิ่งที่ลูกจ้างเข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย และเปิดโอกาสให้นายจ้างเอาเปรียบได้ครับ ในทางกฎหมายแล้ว พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2553 มาตรา 32 นั้นระบุไว้ว่าแบบนี้ครับ

“ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่สามวันทํางานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ

ในกรณีที่นายจ้างจัดแพทย์ไว้ให้แพทย์นั้นเป็นผู้ออกใบรับรอง เว้นแต่ลูกจ้างไม่สามารถให้แพทย์นั้นตรวจได้ วันที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานได้เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทํางาน และวันลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรา ๔๑ มิให้ถือเป็นวันลาป่วยตามมาตรานี้”

สรุปก็คือแบบนี้ครับ

  • ลูกจ้างลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง … นายจ้างคนใดบอกว่าลาได้แค่ 30 วันนี่ถือว่าเข้าใจผิดนะครับ … กฎหมายแค่กำหนดไว้ว่าให้นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้กับลูกจ้างในกรณีที่ลาป่วยไม่เกิน 30 วันต่อปีครับ หากลูกจ้างคนใดลาป่วยเกิน 30 วันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 เป็นต้นไป ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างให้ในวันที่ลาป่วยครับ
  • สำหรับใบรับรองแพทย์ ในกรณีที่ลาป่วยไม่เกิน 3 วัน ลูกจ้างก็ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ให้กับนายจ้าง แต่หากลูกจ้างต้องการแสดงความจริงใจ จะมีใบรับรองแพทย์ยื่นให้ทุกครั้งก็ได้ ไม่มีปัญหา
  • การเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน หรือ ลาคลอดบุตร ไม่นับเป็นวันลาป่วยตามมาตรา 32 นี้

 

การคิดเงินโบนัสประจำปีของนายจ้าง

เงินโบนัสประจำปีนั้นถือเป็นสวัสดิการสำหรับลูกจ้างครับ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายนะครับ สำหรับนายจ้างแล้ว เงินโบนัสประจำปีเป็นเหมือนกับสินน้ำใจตอบแทนแก่การทำงานของพนักงาน และเพื่อเป็นสิ่งที่จะรั้งพนักงานไว้ไม่ให้ลาออกครับ (หากนายจ้างจ่ายโบนัสดี ก็ไม่มีลูกจ้างคนไหนอยากจะลาออกหรอกจริงไหมครับ)

เมื่อเงินโบนัสประจำปีเป็นสวัสดิการที่นายจ้างเลือกที่จะมีให้และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับ ก็หมายความว่านายจ้างจะจ่ายเท่าไหร่ และจ่ายภายใต้กฎเกณฑ์อย่างไรก็ย่อมเป็นสิทธิของนายจ้างครับ อย่างเช่นในที่ทำงานเก่าของผมนั้น หากลูกจ้างคนใดมีวันลาหรือขาดงาน (ไม่รวมวันหยุดพักผ่อนประจำปี) เกิน 30 วัน (วันมาสาย 3 วันคิดเป็นเทียบเท่าวันลา 1 วัน) ก็จะไม่ได้รับเงินโบนัสประจำปี ส่วนใครที่มีจำนวนวันลาอยู่ในระหว่าง 1-30 วัน ก็คิดคำนวณเงินโบนัสประจำปีตามส่วน เป็นต้น

 

สรุปแล้วในกรณีของเจ้าของกระทู้ Pantip.com นี้พิจารณาแล้วควรเป็นอย่างไร?!?

กรณีของเจ้าของกระทู้แล้ว นายจ้างก็มีสิทธิที่จะลดเงินโบนัสประจำปีของเจ้าของกระทู้ได้ครับไม่ผิดแต่อย่างใด การที่นายจ้างบอกว่า “นำมาเป็นส่วนหนึ่งในการคิดคำนวณ” ก็ไม่ใช่อะไรที่จะนำมาใช้แย้งได้ เว้นแต่ยอดเงินโบนัสประจำปีนั้นจะผิดไปจากเกณฑ์การคำนวณของนายจ้างที่ได้ประกาศไว้ แต่หากไม่ได้ประกาศไว้ มันก็อยู่ที่วิจารณญาณของนายจ้างเลยครับ

อย่างไรก็ดี นายจ้างสามารถเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ด้วยการระบุเกณฑ์ในการคิดคำนวณเงินโบนัสประจำปีให้ชัดเจนและโปร่งใส และมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนครับ อย่างในที่ทำงานเก่าของผม ก็จะมีการประชุมระดับผู้บริหารประจำปีเพื่อกำหนดเกณฑ์การคำนวณเงินโบนัสประจำปี แล้วแจ้งให้กับพนักงานทราบ เช่น หากยอดขายได้ตามเป้าหมาย ก็จะได้โบนัส 4 เดือน (หากไม่ได้ตามเป้า ก็จะลดหลั่นลงไปตามส่วน) และจะใช้จำนวนวันหยุดลามาสายมาใช้ในการคำนวณลดเงินโบนัสประจำปี โดยหากมีใครมีจำนวนวันหยุดเกิน 30 วันก็จะไม่ได้เงินโบนัส และพนักงานใหม่ที่เข้ามาก็จะคำนวณเงินโบนัสประจำปีไปตามสัดส่วน เป็นต้น และข้อมูลเหล่านี้ก็จะมีการสื่อสารให้แก่พนักงานทราบโดยทั่วกันตั้งแต่ต้นปี และมีการชี้แจงให้พนักงานใหม่ทราบ เพื่อให้พนักงานรับรู้และสามารถปฏิบัติตนให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด หากต้องการได้เงินโบนัสแบบเต็มๆ

เมื่อมีการประกาศเกณฑ์อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแบบนี้แล้ว หากพนักงานคนใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยอดเงินโบนัสประจำปี ก็สามารถนำเกณฑ์ที่ได้ประกาศเอาไว้มาชี้แจงให้ มันก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เคลียร์เรื่องจบได้ง่ายขึ้นครับ

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: