ทำความรู้จัก กองทุนประกันสังคม และ กองทุนเงินทดแทน

SSO

สวัสดีเดือนสิงหาคมจ้า เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรักอันอบอวล เพราะเป็นเดือนของแม่ ตอนที่นั่งเขียนบล็อกอยู่นี่ก็เพิ่งจะผ่านวันแม่มาได้ไม่นาน และในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ก็มีเรื่องที่น่าเศร้าเกิดขึ้น กับข่าวอาคาร 6 ชั้นถล่มในย่านธัญบุรี และที่สะเทือนใจเป็นที่สุด คือมีคุณแม่คนหนึ่งกอดลูกเสียชีวิตอยู่ภายใต้ซากตึกเหล่านั้น… (T_T)

เรื่องน่าเศร้าในเดือนแห่งวันแม่ที่สะท้อนให้เห็นว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ พร้อมจะปกป้องลูกอย่างเต็มความสามารถ แต่เหตุการณ์น่าสะเทือนใจนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้จะมีความรับผิดชอบและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากกว่านี้

ทุกๆครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้ขึ้น ในแวดวงของความปลอดภัยจะมีการพูดถึงสาเหตุและช่วยกันคิดหาแนวทางการแก้ไขอยู่เสมอ (ผู้เขียนเองก็มีเพื่อนอยู่วงการก่อสร้างค่อนข้างเยอะจึงมีเสียงสะท้อนและวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะมาก) ประเด็นแรกๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนๆ ชาวความปลอดภัยทั้งหลายก็คือ มีเด็กและคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาอยู่ในตึกที่กําลังก่อสร้างได้อย่างไร? เพราะตามหลักการเบื้องต้นด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างก็คือการกั้นพื้นที่ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้างโดยเด็ดขาด เพราะพื้นที่กําลังก่อสร้างมีอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากมายโดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่ไร้เดียงสาที่ไม่รู้ว่าจะระมัดระวังตัวเองได้อย่างไร? ยิ่งการพักอาศัยในอาคารที่กําลังก่อสร้างนี่ยิ่งเป็นเรื่องต้องห้ามเลยที่เดียว!

แน่นอนค่ะว่าการพูดถึงประเด็นนี้อาจไม่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้ แต่มันจะช่วยลดความสูญเสียในด้านของชีวิตและสภาพจิตใจไปได้มากทีเดียว ถ้าคนที่ดูแลรู้จักใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยมากกว่านี้

จากการติดตามข่าว ณ ตอนที่เขียนอยู่นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ไม่ได้แน่ชัด มีเพียงแต่การคาดการณ์จากลักษณะของตึกที่ถล่มลงมาเท่านั้น ซึ่งก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า อาจเกิดจากสาเหตุหลักๆ หลายประการ

เรื่องแรกๆที่คนทั่วๆไปจะคิดถึงก็คือเรื่องของแบบและโครงสร้างอาคารว่าออกแบบมาอย่างถูกต้องหรือไม่? ถัดมาก็เป็นเรื่องของคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ เช่น ขนาดเหล็ก ขนาดเสา และสุดท้ายก็คือการควบคุมงาน และการปฏิบัติตามขั้นตอนในการก่อสร้างนั้นถูกต้อง ปลอดภัยหรือไม่? เพราะการก่อสร้างจะต้องดูเรื่องของความมั่นคงของโครงสร้างเป็นหลัก การเซ็ตตัวของปูนก็จะมีผลต่อการรับน้ําหนักของอาคาร หากเราเร่งรีบในการก่อสร้างมากเกินไป ข้ามขั้นตอน ไม่รอเวลา ก็อาจทําให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงได้

เอาล่ะ! ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เราคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งที่จะทําได้ ก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบเหตุก็แค่นั้น และจากข่าวเราจะพบว่าผู้ประสบเหตุนั้นมีทั้งแรงงานที่เป็นคนไทย แรงงานที่เป็นต่างด้าว และผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือไม่ได้เป็นแรงงานชาวต่างด้าวรวมอยู่ด้วย

เมื่อพูดถึงการบรรเทาทุกข์ การช่วยเหลือในด้านของการรักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือในกรณีต่างๆ เราจะได้ยินชื่อของกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยังมีหลายคนที่เข้าใจผิด หรือสับสนเกี่ยวกับกองทุนฯ ทั้งสองกองทุนฯ นี้อยู่มาก วันนี้จะขออธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก่อนละกันนะคะ ส่วนรายละเอียกเชิงลึก ขอติดไว้ต่อคราวหน้าละกันนะจ๊ะ

อย่างแรก เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนประกันสังคม VS กองทุนเงินทดแทนนั้นไม่ใช่กองทุนฯ เดียวกันนะจ๊ะ อย่างสับสน

“กองทุนประกันสังคม” คือ กองทุนที่คุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทํางาน โดยลูกจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนหนึ่ง (ปัจจุบันคือ 5% จากรายได้ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 15,000 บาท) และนายจ้างจ่ายอีกส่วนหนึ่ง (ปัจจุบันคือ 5% จากรายได้ของพนักงานต่อเดือน แต่ไม่เกิน 15,000 บาท) หรือในกรณีที่บุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร แต่อยากเข้าร่วมกองทุนประกันสังคมก็สามารถกระทําได้เช่นกัน (ทํายังไง ไว้ว่ากันตอนต่อไป เนอะ!)

“กองทุนเงินทดแทน” คือ กองทุนที่คุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทํางาน โดยนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วัน และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพียงฝ่ายเดียว ปีละ 1 ครั้ง (กองทุนฯนี้นายจ้างจะเป็นผู้จ่ายฝ่ายเดียว)

อ่านเข้าใจแบบง่ายๆ ตามตารางด้านล่างเลยค่ะ

 

Comparison

 

งั้นเรามาลองดูว่า อย่างในกรณีผู้ประสบเหตุจากเหตุการณ์อาคารถล่มนี้จะได้รับสิทธิ์อะไรบ้าง?

ก่อนอื่นเราจะแบ่งผู้ประสบเหตุออกเป็นจําพวกต่างๆ ตามลักษณะส่วนบุคคลได้ดังนี้

  1. ผู้ประสบภัยที่เป็นลูกจ้างของบริษัทฯรับเหมาก่อสร้าง: จะได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและชดเชยในกรณีต้องหยุดงานเกินสามวันขึ้นไปจากการเจ็บป่วยในงาน การสูญเสียอวัยวะ การทุพพลภาพ หรือการสูญเสียชีวิต (ค่าทําศพและค่าทดแทนฯ) จาก “กองทุนเงินทดแทน” (แน่นอนว่าค่าชดเชยต่างๆ ต้องมีลิมิตในแต่ละเรื่องนะจ๊ะ ในกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลเกินกว่าที่กําหนดไว้ โดยปกตินายจ้างที่มีจริยธรรมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้) ในกรณีนี้ลูกจ้างที่จะได้รับการบรรเทาทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือต่างด้าวก็ตาม ถ้านายจ้างได้ทําการขึ้นทะเบียนบุคคลเหล่านั้นเป็นลูกจ้างของบริษัท และแน่นอนว่าแรงงานต่างด้าวจะต้องเป็นแรงงานฯ ที่ถูกต้องตามกฏหมาย
  2. ผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่อาจจะเข้าไปอยู่พื้นที่นั่นโดยสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปอยู่อาศัย บังเอิญเดินผ่านไป เข้าไปหาญาติหาครอบครัว ฯลฯ
    – ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นคนไทยและได้ทําการขึ้นทะเบียนประกันสังคม ก็จะได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยกรณีหยุดงาน กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียชีวิตจาก “กองทุนประกันสังคม” นั่นเป็นเพราะการเจ็บป่วยหรือการสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นมิได้มาจากการทํางานของบุคคลนั้นๆ แต่ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคมก็หมดสิทธินะจ๊ะ ต้องไปคาดหวังจากประกันฯ อื่นเอา เช่น บางคนอาจมีประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น
    – สําหรับผู้ประสบภัยที่เป็นชาวต่างด้าว ก็ต้องแยกออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีประกันสังคมและไม่มีประกันสังคม (ตามกฏหมาย แรงงานต่างด้าวในปัจจุบันจะต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมเหมือนๆ กับแรงงานไทยเช่นกัน แต่ระบบการขึ้นทะเบียนประกันสังคมของแรงงานต่างด้ามนั้นยังไม่เสถียรพอ ในแต่ละเขตพื้นที่ แต่ละจังหวัดยังมีหลักเกณฑ์การฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน และยังมีแรงงานต่างด้าวจํานวนมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม) สําหรับ “แรงงานต่างด้าวที่มีการขึ้นทะเบียนประกันสังคมอย่างถูกต้อง” แล้วนั้น ก็จะได้รับสิทธิ และค่าชดเชยต่างๆเช่นเดียวกันคนไทย ส่วนจะได้รับสิทธิมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเงินสบทบฯ ด้วย และสําหรับ ”แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม” ถ้าเป็นแรงงานถูกกฏหมาย ส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพที่มักซื้อตอนตรวจสุขภาพเพื่อต่อใบอนุญาตการทํางานที่จะพอช่วยเหลือในค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแรงงานที่หลบหนีเข้ามาก็ “จบข่าว” ไม่มีสิทธิจะได้รับความช่วยเหลือหรือค่าชดเชยต่างๆ จากกองทุนฯทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งสิ้น สิ่งที่จะทําได้มีเพียงการเรียกร้องให้เจ้าของงาน, เจ้าของสถานที่ หรือผู้ที่กระทําผิดเป็นผู้รับผิดชอบเพียงเท่านั้น สุดท้ายแล้วจะได้รับความช่วยเหลือมากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ของผู้ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบเหล่านั้น ว่าจะมีมากน้อยเพียงไร หรือไม่ก็ต้องพึ่งกฎหมายกันไป…

เขียนมาซะยืดยาว น่าจะทําให้เข้าใจความแตกต่างของกองทุนประกันสังคม และ กองทุนเงินทดแทนกันมากขึ้นนะคะ พวกเราชาวมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ควรจะทําความเข้าใจในเรื่องของสิทธิต่างๆ ที่เราควรได้รับจากการทํางานให้กับนายจ้างไว้บ้างนะคะ ถึงแม้ว่าในภาวะปกติเราจะไม่อยากได้หรอกพวกเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยต่างๆ เหล่านี้ เพราะมันย่อมหมายถึงว่าสุขภาพร่างกายของเราไม่ปกติ อาจจะป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรจะได้รับในสิ่งที่เราควรได้อย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพียงเพราะว่ากฏหมายบังคับเท่านั้นนะจ๊ะ แล้วถ้ามีโอกาส เราจะมาพูดถึงรายละเอียดเชิงลึกของสิทธิประกันสังคมตามกฏหมายกัน แต่สําหรับวันนี้ ขอลงท้ายด้วยคําพูดหนึ่ง ที่มักจะบอกพนักงานและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอว่า

“ เรามาทํางาน ใช้แรงงาน ความรู้ ความสามารถ เพื่อแลกเงินกลับไป ไม่ได้ใช้เลือดเนื้อ ร่างกาย หรือชีวิตของเรามาแลกเงิน ดังนั้นหากจะทํางานอะไร ให้คิดถึงความปลอดภัยและสุขภาพของตัวเองไว้บ้าง เพราะถึงแม้เราจะมีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่อาจซื้อชีวิต หรือเลือดเนื้อที่เสียไปแล้วกลับมาได้”

และถ้าคุณเห็นค่าของชีวิตตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมเห็นคุณค่าของชีวิตเพื่อนร่วมงาน หรือพนักงานของคุณด้วย เพราะไม่ว่าชีวิตของใครก็มี “ค่าเท่ากัน”

The following two tabs change content below.

Suwanna Songsirisak

อดีต จป. ที่ยังคงอยากจะเป็น จป. อยู่ แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว (เป็นคนตรวจ จป. แทน)

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: