งานวิจัยชี้ ให้พนักงานพักเล่น Facebook บ้าง ส่งผลดีต่อสมาธิในการทำงาน

Facebook

 

เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้โดยทั่วไปว่า หากทำงานอยู่แล้วแว้บไปทำอย่างอื่นในเวลางาน มันย่อมไม่ส่งผลดีต่องานแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพนักงานตัวดีของเราไปแอบไปเล่น Facebook แว้บๆ แต่งานวิจัยล่าสุดโดย Brent L. S. Coker จาก University of Melbourne ชื่อ Workplace Internet Leisure Browsing อาจจะทำให้เราต้องปรับความเชื่อกันซะใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ เมื่อเขาทำการวิจัยทดสอบสมมติฐานแล้วพบว่า การเล่น Facebook คราวละ 5 นาที เป็นระยะๆ นั้น ช่วยให้ความสนใจในงานของพนักงานดีขึ้นซะงั้น

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่อง Resource theory ซะก่อน

ในอุดมคติแล้วคนเราควรจะสามารถให้ความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานานๆ ได้โดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย แต่ในความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้นซะที่ไหนกันล่ะครับ แนวคิด Resource theory นั้นเสนอว่า “สมาธิ” ของคนเรา ในการใจจดใจจ่อกับอะไรบางอย่าง มันมี “ทรัพยากร (Resource)” ที่จำกัดและจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อต้องสนอกสนใจอะไรบางอย่างเป็นระยะเวลานานๆ แต่จะมากหรือน้อย ก็อยู่ที่ว่าเรื่องที่เราต้องเพ่งสมาธินั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจหรือน่าเบื่อ (ถ้าน่าสนใจก็ทรัพยากรสมาธิหมดช้า ถ้าน่าเบื่อทรัพยากรสมาธิก็หมดไว)

ฉะนั้น เมื่อเวลาผ่านไปได้ซักระยะหนึ่ง เพื่อให้สมาธิคืนมัน มันก็ต้องมีช่วงเวลาพักผ่อนสมองกันบ้างนั่นเอง ซึ่งจากงานวิจัยชื่อ Vigilance Requires Hard Mental Work and Is Stressful. Human Factors นั้นชี้ว่าคนเราจะเริ่มเสียสมาธิ เมื่อเวลาผ่านไปแค่ 5-15 นาทีเท่านั้นเอง (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานประเภทใด) เชื่อไหมล่ะครับ

ปกติแล้วพนักงานในบริษัท ก็จะมีพฤติกรรมเติมทรัพยากรสมาธิคืนให้กับตัวเองด้วยวิธีการต่างต่างนานา เช่น การเดินไปหาน้ำหรือกาแฟดื่ม การแวะไปเข้าห้องน้ำ หรือการคุยกันขำๆ เป็นต้น

 

Workplace Internet Leisure Browsing คืออะไร?!?

แต่ในยุคอินเทอร์เน็ตครองเมืองแบบนี้ อีกพฤติกรรมหนึ่งที่พนักงานใช้เพื่อปลีกสมาธิของตนเองออกจากงานที่ทำอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ตในที่ทำงาน เพื่อการท่องเว็บผ่อนคลายเป็นการส่วนตัว (ซึ่งในงานวิจัย ผู้วิจัยให้นิยามของ Workplace Internet Leisure Browsing หรือ WILB ว่าคือ พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของที่ทำงานเพื่อเหตุผลส่วนตัวในระหว่างชั่วโมงทำงาน ซึ่งรวมถึงการดูภาพยนตร์ทาง YouTube, การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทาง Social media อย่าง Facebook หรือการกระทำอื่นใดที่เป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับงาน)

ซึ่งผู้ทำงานวิจัยนี้ ก็ได้แบ่งงานวิจัยออกเป็นสองส่วน คือ การทดลองแบบควบคุมกับการวิจัยเชิงสำรวจ เพราะเขาตั้งสมมติฐานว่าพฤติกรรม WILB ที่ว่านี้ให้ผลดีกับพนักงานในด้านความสนใจในการทำงานมากขึ้น เพราะเมื่อได้พักผ่อนเติมทรัพยากรสมาธิ ก็จะช่วยให้พนักงานได้มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และนอกจากนี้ วัยวุฒิของพนักงานก็มีผลต่อทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม WILB ที่แตกต่างกัน

 

รูปแบบการวิจัยแบบคร่าวๆ

รูปแบบการทดลองแบบควบคุมที่นักวิจัยออกแบบ จะแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  • กลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก
  • กลุ่ม Non-active ที่ทำงาน 10 นาที แล้วพัก 5 นาที แต่ระหว่างพักไม่ได้ทำอะไรเลย
  • กลุ่ม Internet task ที่ทำงาน 10 นาที แล้วพักมาใช้งานอินเทอร์เน็ต 5 นาที โดยกำหนดให้หาข้อมูลประกันสุขภาพมาเปรียบเทียบ
  • กลุ่ม WILB ที่ทำงาน 10 นาที แล้วให้พัก 5 นาทีมาท่อง Facebook account ของตัวเอง

Experimental design

ส่วนการวิจัยเชิงสำรวจ ก็มีการสุ่มตัวอย่างพนักงานออฟฟิศจำนวน 2,700 คน โดยให้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งจากการตอบแบบสอบถาม รวมถึงการ Screening ด้วยคำถาม ก็มีแบบสอบถามจำนวน 278 ชุด ที่มีการตอบครบถ้วนสมบูรณ์ โดย 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิง มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ปี และ 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามนั้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป

 

ผลการวิจัยได้ความว่า

ก็อย่างที่บอกไปในตอนแรกนั่นแหละครับ … ผลการวิจัยนั้นสรุปออกมาได้ความว่ากลุ่มทดลองที่ได้พัก และทำพฤติกรรม WILB (ในที่นี้คือ ท่อง Facebook  5 นาที) นั้นยังสามารถคงสมาธิในการทำงานได้ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ทำงานต่อเนื่องโดยไม่พัก และยังคงสมาธิในการทำงานได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่ได้พักแต่อยู่เฉยๆ หรือทำงานอินเทอร์เน็ตทั่วๆ ไปด้วย หรือพูดง่ายๆ ก็คือการได้พักท่องเน็ตทำอะไรที่เพลินๆ นั้น ได้ผลดีกว่าการพักที่ไม่ได้ทำอะไรหรือทำอะไรที่น่าเบื่อนั่นเอง

และจากการวิจัยเชิงสำรวจก็แสดงให้เห็นด้วยว่า กลุ่มพนักงานวัยต่ำกว่า 30 ปีนั้นจะรับรู้ว่าพฤติกรรม WILB นั้นส่งผลดีต่อผลการปฏิบัติงานของพวกตนมากกว่าพวกกลุ่มพนักงานวัยสูงกว่า 30 ปี ด้วยเหตุผลว่า กลุ่มพนักงานวัยต่ำกว่า 30 ปีนี่ เป็นกลุ่มที่ “เติบโตมาในยุคเทคโนโลยี” นั่นเอง

ผู้วิจัยเสนอว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของออฟฟิศเพื่อท่องเว็บตามใจฉันตามใจชอบนั้น ก็ไม่ควรจะถูกนับไปเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในองค์กรไปซะทีเดียว หากมันไม่ได้ “มาก” จนเกินไป เพราะมันอาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของการ “พักสมาธิ” ของพนักงาน เหมือนกับการเดินไปชงกาแฟดื่ม หรือการพูดคุยเล่นกันในระหว่างทำงานครับ

แต่ถ้ามีพฤติกรรมดังกล่าวมากจนเกินไป จนเสียงานเสียการ กลายเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Cyberloafing (แปลเป็นไทยคงได้ประมาณว่า การอู้แบบไซเบอร์ ละมั้ง) แบบนี้ก็ต้องมีการลงโทษกันบ้างล่ะครับ

 

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: