การปรับตัวเข้าทำงานในสภาพแวดล้อมแบบหลากวัฒนธรรม

ReallyCreative Commons License Kenny Louie via Compfight

 

ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่ AEC แล้ว โอกาสที่คุณจะต้องไปทำงานในบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย หรือทำงานในต่างแดนก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากขึ้น ฉะนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานซึ่งประกอบไปด้วยเชื้อชาติที่แตกต่างกันและวัฒนธรรมที่หลากหลาย และหากคุณได้ไปเป็นใหญ่เป็นโตในสภาพแวดล้อมนั้น ก็ยิ่งจะต้องเรียนรู้ที่จะบริหารงานคนเหล่านี้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างสอดประสานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ให้น้อยที่สุด

 

เมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายวัฒนธรรม สิ่งที่คุณควรทำคือ…

อย่ามองว่าการทำงานในสถานที่ทำงานที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายเป็นเรื่องที่แย่นะครับ ผมว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะเปิดโลกทัศน์ของคุณมากกว่า ใครจะรู้ล่ะ มันอาจจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำงานของคุณในอนาคตก็ได้หากคุณต้องไปทำงานในต่างแดน ประสบการณ์นี้จะช่วยให้คุณสามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น

แล้วหากคุณได้มาทำงานในสภาพแวดล้อมดังกล่าว สิ่งที่คุณควรทำคืออะไรล่ะ?!?

 

เรียนรู้และเข้าใจในวัฒนธรรมของเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนว่าอันดับแรกเลย เราต้องเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของเพื่อนร่วมงานครับ บ่อยครั้งความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ มันเกิดขึ้นเพราะเราขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมของเพื่อนร่วมงานครับ เพราะบ่อยครั้ง พฤติกรรมของคนเรานั้นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมครับ เช่น คนไทยมีวัฒนธรรมที่เคารพผู้อาวุโสกว่า ฉะนั้นก็อาจจะรู้สึกขัดหูขัดตากับเพื่อนร่วมงานจากชาติตะวันตก ที่มีวัฒนธรรมแบบ Individualism ที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความอาวุโสนัก แบบนี้เป็นต้น

การเรียนรู้และทำความเข้าใจในวัฒนธรรมของพวกเขา นอกจากจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเขาจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้นแล้ว ก็ยังช่วยให้เราสามารถผูกมิตร ทำความรู้จักกับพวกเขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย … ส่วนของระดับผู้บริหารนั้น การเข้าใจและตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่จำเป็นให้กับพนักงาน ก็จะช่วยสร้างบรรกาศการทำงานที่ดีและความรู้สึกดีๆ ให้กับพนักงานได้ เช่น หากผู้บริหารทราบว่าพนักงานที่เป็นมุสลิมจะต้องทำละหมาด การเตรียมห้องสำหรับทำละหมาดเอาไว้ให้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว

 

เคารพและให้อภัยในกรณีที่เกิดความขัดแย้งขึ้นมา

แต่สุดท้าย ความขัดแย้งก็เป็นอะไรที่เราไม่อาจเลี่ยงได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ขอให้รำลึกเอาไว้ว่าไม่มีใครที่ถูกต้องเสมอไป และบางครั้งเมื่อพิจารณาในแง่ของวัฒนธรรมแล้ว ก็อาจจะถูกต้องทั้งคู่ก็เป็นไปได้ ดังนั้นการรู้สึกเคารพในเรื่องของวัฒนธรรมของเขาก่อน จะเป็นก้าวแรกในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ โดยในขั้นต่อมาก็คือการให้อภัยหากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั่นเอง

 

อย่าไปกลัวที่จะคุยอย่างเปิดอก

ต้องยอมรับครับว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจในวัฒนธรรมอื่นๆ มากมาย เป็นเรื่องที่ยากครับ ฉะนั้นในบางครั้งเมื่อเราไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง จะอย่ากลัวที่จะถาม ที่จะคุยอย่างเปิดอก เพื่อให้เคลียร์ครับ … ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำพฤติกรรมแบบนี้ หรือ คิดแบบนี้ ก็ขอโทษเขา ชี้แจงให้เขาทราบว่าเราไม่เข้าใจ และถามกันตรงๆ เพื่อให้เขาได้อธิบาย และทำความเข้าใจให้กระจ่างกันไปเลยดีที่สุดครับ

 

อย่าพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมตนเองให้คนอื่น

คนที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะมีแนวคิดที่จะไม่สักการะรูปปั้น หรือตัวแทนอื่นใด นอกจากพระเจ้าอันเป็นหนึ่งเดียวตามความเชื่อของศาสนาของตน ในขณะที่ศาสนาพุทธนั้น ก็จะเคารพต่อพระพุทธรูป ขอให้ตระหนักว่าแต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีความเชื่อเป็นของตนเอง และพร้อมที่จะปกป้องความเชื่อนั้นๆ ของตนไว้ การพยายามไปยัดเยียดความเชื่อ หรือ วัฒนธรรมของตนเองให้คนอื่น อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้

 

ความยุติธรรมในองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

สิ่งที่องค์กรพลาดบ่อยครั้งเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายก็คือ การให้ความยุติธรรมแก่พนักงานต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติ อย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง เราจึงได้เห็นว่าบางครั้งเมื่อไปทำงานในบริษัทสัญชาติหนึ่ง ก็มักจะสังเกตว่าตำแหน่งระดับสูงๆ มักจะตกเป็นของคนสัญชาตินั้นๆ ซะมากกว่า (มักจะพบได้บ่อยกับบริษัทในแถบเอเชีย) ซึ่งบ่อยครั้งมันไม่ช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก จริงๆ แล้ว ในเรื่องประเภทนี้ ควรจะพิจารณาจากความสามารถของตัวบุคคลมากกว่า

 

ระวังเรื่องตลกให้มากๆ

บางครั้ง (และบ่อยครั้ง) พวกเราตลกโปกฮาทั้งหลาย มักจะมีเรื่องของความแตกต่างในวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ เพราะบางครั้งเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องตลกฮาแตก ในวัฒนธรรมของพวกเขา อาจจะเป็นเรื่องที่ซีเรียส จริงจังมากๆ ก็เป็นได้นะครับ

 

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: