สัญญาจ้างห้ามทำงานให้คู่แข่ง เป็นธรรมหรือไม่? นายจ้างทำได้หรือเปล่า?!?

42-15535403

Credit ภาพ: LOSINPUN via Compfight

 

ปัญหาสมองไหลเป็นปัญหาใหญ่ขององค์กรต่างๆ นายจ้างทั้งหลายต่างปวดหัวครับ ฟูมฟัก ฝึกฝนพนักงานมาจนมีความรู้ความชำนาญในหน้าที่การงานแทบตาย โดนคู่แข่งซื้อตัวไป เอาองค์ความรู้ต่างๆ ไปด้วยซะงั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่เวลาเราเซ็นสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะเห็นข้อความประมาณว่า “ลูกจ้างจะไม่ประกอบธุรกิจ หรือทำงานให้กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันกับนายจ้าง รวมทั้งจะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของนายจ้าง เฉพาะที่อาศัยข้อมูลการค้า  อันเป็นความลับทางการค้าของนายจ้าง  ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม  ตลอดจนไม่กระทำการช่วยเหลือ หรือยินยอมให้บุคคลใดกระทำการดังกล่าว ตลอดระยะเวลาของสัญญานี้ และภายในระยะเวลากำหนดระยะเวลา xxx ปี นับแต่วันที่สัญญานี้สิ้นสุดลง” … เห็นแบบนี้ก็น่ากลัวนะครับ ออกจากงานมาแล้ว ไปห้ามเราทำงานที่อื่นซะงั้น แบบนี้ลูกจ้างจะทำมาหากินยังไงล่ะเนี่ย

สัญญาจ้างห้ามทำงานให้คู่แข่ง เป็นธรรมหรือไม่?

ต้องแยกประเด็นก่อนนะครับ … แน่นอนว่ากฎหมายย่อมเล็งเห็นว่าเมื่อสัญญาจ้างแรงงานนั้น สามารถสิ้นสุดลงได้ ขอเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเจตนาที่จะให้มันสิ้นสุด หรือพูดง่ายๆ ลูกจ้างอยากจะลาออกเมื่อใดก็ย่อมได้ (ความเชื่อที่ว่านายจ้างต้องเซ็นอนุมัติใบลาออกก่อน ลูกจ้างจึงลาออกได้เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ) นายจ้างก็มีแนวโน้มที่จะเสียเปรียบในประเด็นเรื่องสมองไหล ฉะนั้นจึงเปิดให้นายจ้างสามารถทำสัญญาผูกมัดกับลูกจ้างว่าห้ามไปประกอบอาชีพหรือทำงานกับธุรกิจคู่แข่งทางการค้าได้

แต่ประเด็นที่สำคัญคือประเด็นที่แยกออกมาครับ นั่นก็คือ สัญญาแบบเดียวกัน มันก็มีแบบที่เป็นธรรมและแบบที่มีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นธรรมครับ

  • แบบที่เป็นธรรมนั้น จะมีการระบุขอบเขตของอาชีพหรือธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น ไม่ประกอบอาชีพที่เป็นธุรกิจเดียวกับนายจ้าง หรือไปทำงานให้กับธุรกิจประเภทเดียวกับนายจ้าง หรือที่มีคู่แข่งของนายจ้างไปเป็นหุ้นส่วนอยู่ และมีการกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ภายใน 2 ปี หรือ ภายใน 5 ปี เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจจะระบุไปถึงขอบเขตพื้นที่ด้วย เช่น ห้ามไปทำธุรกิจเดียวกับนายจ้างในประเทศไทย (หมายความว่าหากเป็นมาเลเซีย หรือลาว หรือประเทศอื่นๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา)
  • แบบที่มีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นธรรม จะไม่ระบุขอบเขตให้ชัดเจน จะบอกภาพกว้างๆ จนอาจมองได้ว่าเหมาะรวม เช่น ห้ามไปประกอบอาชีพเป็น IT Support … และบ่อยครั้งก็จะไม่ระบุขอบเขตพื้นที่ หรือ ระยะเวลาด้วย

 

ความเหมาะสมของระยะเวลาของสัญญาจ้างห้ามทำงานให้คู่แข่ง

ไม่มีกฎหมายข้อใดที่พูดถึงเรื่องระยะเวลา และเท่าที่ผมทราบ ยังไม่มีฎีกาใดๆ ที่ฟันธงมาว่า ต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ปี แต่ในคดีจำพวกนี้ ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275/2543 ที่พอจะให้เห็นคร่าวๆ ว่า ขอบเขตมันจะไปปได้ไกลขนาดไหน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275/2543
สัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานมีว่า ในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงจำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์และระบุจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน มิได้เป็นการห้ามจำเลยประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้อย่างเด็ดขาด และจำเลยสามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงและนอกขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามลักษณะของข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเช่นนี้ไม่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

จำเลยไปทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หลังจากโจทก์เลิกจ้างแล้วภายในกำหนดเวลาห้าม อันเป็นการผิดสัญญาซึ่งจำเลยต้องรับผิด แต่ความรับผิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลยพินิจของศาลแรงงานเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์ได้

 

สังเกตว่า ขนาดสัญญาเอาไว้ว่าห้ามไปทำงานให้กับคู่แข่งเป็นระยะเวลา 5 ปี ก็ยังถือว่าสามารถทำได้เลยนะครับ … แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากตัวเลขระยะเวลาดังกล่าวมันต้องเป็นไปตามสมควรด้วย เพราะไม่งั้น ศาลก็มีอำนาจในการออกคำสั่งให้มีผลใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 14/1 ที่ว่า

 

 

“สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานร ะเบียบ หรือคําสั่งของนายจ้างที่ทําให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอํานาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ระเบียบ หรือคําสั่งนั้นมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี”

 

ฉะนั้น เวลาที่นายจ้างกำหนดระยะเวลาลงไปในสัญญาจ้าง ก็พิจารณาเลยนะครับ ตำแหน่งงานนั้นๆ จะมีความรู้อะไรบ้างที่เป็น “เฉพาะทาง” ที่หากนำไปให้คู่แข่งได้ใช้จะก่อให้เกิดผลเสีย และความรู้นั้นๆ จะยังคงมีผลอยู่ในระยะเวลากี่ปี ตรงนี้ต้องเข้าใจว่า ความรู้บางอย่างมันเป็น “ความได้เปรียบ” ก็จริง แต่มันจะคงความได้เปรียบอยู่แค่ ณ “ช่วงเวลาหนึ่ง” เท่านั้น เช่น อุตส่าห์ส่งลูกจ้างไปอบรมการเขียนโปรแกรมด้วย Java มา หากให้ออกไปทำงานกับคู่แข่งตอนนี้ ก็เสียเปรียบแน่ แต่หากเป็นอีกซัก 3 ปีให้หลัง ความรู้นี้ก็ล้าสมัยไปแล้ว อันนี้ก็เหมาะสมดีอยู่ เป็นต้น

และอย่างที่บอกครับ จะให้ดี ก็ต้องพิจารณาคำว่า “คู่แข่ง” เอาไว้ด้วย เช่น ออกจากบริษัทก่อสร้างในกรุงเทพไปอยู่กับบริษัทก่อสร้างที่อยุธยา อันนี้ยังมองว่าเป็นการไปทำงานให้กับคู่แข่งอยู่ แต่หากออกไปอยู่กับบริษัทก่อสร้างในประเทศคองโกแล้วละก็ จะมองว่าเป็น “คู่แข่ง” มันก็คงดูแปลกๆ ครับ

ห้ามนั้นห้ามได้ แต่อย่าถึงกับไปตัดหนทางในการทำมาหากินของลูกจ้างเลย … ลูกจ้างก็เดือดร้อนครับ

 

ลูกจ้างทำผิดสัญญา นายจ้างทำอะไรได้บ้าง?!?

หากมีข้อตกลงเป็นหลักฐานชัดเจน และข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ประการแรกสุด นายจ้างก็สามารถยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ระงับหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการละเมิดนั้นก่อนได้ (ใช้ในกรณีที่ลูกจ้างเอาความลับของธุรกิจไปให้คู่แข่ง) และหากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวของลูกจ้าง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ก็สามารถฟ้องเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายนั้นจาก(อดีต)ลูกจ้างที่ละเมิดสัญญาได้อีก (แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนนะครับ) และสุดท้ายที่สุด คือ เรียกร้องค่าเสียหายพิเศษจำพวกค่าปรับ หรือ เบี้ยปรับ ที่ระบุเอาไว้ในสัญญาว่าหากละเมิดสัญญา จะมีค่าปรับเท่านั้นเท่านี้

 

นายจ้างฟ้องลูกจ้างทำผิดสัญญา ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง?!?

จริงๆ เรื่องแบบนี้มันเคลียร์กันก่อน โดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลได้นะครับ คุยกันดีๆ ถ้ารู้เรื่องแล้วไม่มีการฟ้องร้องมันก็จบ แต่หากมันต้องไปศาลกันจริงๆ ทางสู้เดียวของลูกจ้าง ณ ขณะนี้ ก็น่าจะเป็นการพยายามชี้ให้ศาลเห็นว่าสัญญานั้นมันไม่เป็นธรรม … แต่ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็ต้องกลับไปพิจารณาสัญญาจ้างงานที่เราเซ็นกันนั่นแหละครับ ว่านายจ้างเขียนเพื่อเอาเปรียบเราจริงหรือไม่ เพราะหากนายจ้างก็เขียนสัญญามาแฟร์ดีแล้ว สู้ไปก็แพ้ครับ

ผมยกตัวอย่างเคสนึงที่มีคนถามผม โดยมีใจความประมาณนี้

 

ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่ระบุว่าเป็นลูกจ้างธรรมดาๆ ทั่วไป ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเก่ามา 1 ปี 7 เดือน แล้วไปงานที่บริษัทใหม่ แต่จู่ๆ CEO ของบริษัทเก่ามาขอให้เลิกจ้าง เพราะเคยไปเซ็นเอกสารว่าจะไม่ไปทำงานบริษัทอื่นที่เป้นประเภทเดียวกันหลังออกจากงาน แต่ไม่ระบุว่ากี่ปี แต่ทำงานที่ใหม่นี่ก็ไม่ได้นำความลับอะไรมาใช้ในงานใหม่เลย และที่ทำงานใหม่ก็เป็นต่างจังหวัด โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ใน กทม. ในขณะที่ที่ทำงานเก่าอยู่ใน กทม. แบบนี้ถ้าเกิดฟ้องร้องกันนายจ้างเก่าจะชนะไหม

 

คำตอบก็คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ดังนี้

  • การถูกเลิกจ้าง หรือ ลาออก ต่างก็ถือว่าเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างทั้งสิ้น ฉะนั้นสัญญาห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นที่เป็นประเภทเดียวกันที่เซ็นไป จึงมีผลใช้บังคับได้
  • เรื่องระยะเวลาที่ไม่ได้ระบุ … อันนี้ศาลก็จะพิจารณาว่าควรจะเป็นกี่ปี แต่หากพิจารณาจากฎีกาหลายๆ ครั้งแล้ว ศาลเคยให้ระยะเวลา 5 ปี เป็นสิ่งที่พึงระบุได้ด้วย ฉะนั้น เมื่อทำงานมาแค่ 1 ปี 7 เดือน ก็จึงเข้าข่ายละเมิดสัญญาอยู่
  • เมื่อไม่มีการระบุขอบเขตพื้นที่ อย่างน้อยๆ ก็คิดว่าเขาอาจจะหมายถึง “ในประเทศไทย” ไว้ก่อนได้ครับ ซึ่งหากธุรกิจที่นายจ้างเก่าทำอยู่ มีความครอบคลุมทั่วประเทศ เขาก็มีสิทธิที่จะห้ามได้ ฉะนั้นต่อให้ไปทำงานกับนายจ้างใหม่ที่ต่างจังหวัด ส่วนนายจ้างเก่าอยู่ กทม. มันก็ยังเข้าข่ายละเมิดอยู่ดี
  • ศาลจะพิจารณาเรื่อง “ตำแหน่งงาน” ของลูกจ้างด้วย หากเป็นตำแหน่งงานที่ไปล่วงรู้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ทางการค้า หรือข้อมูลที่นายจ้างต้องปกป้อง อันนี้นายจ้างก็พึงกระทำได้ (อันนี้อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ที่ว่า เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของคู่กรณีที่ชอบในเชิงธุรกิจ) … ตรงนี้เป็นเรื่องที่นายจ้างต้องพิสูจน์ครับ ส่วนฝ่ายลูกจ้างก็ต้องหาทางหักล้าง เพื่อให้เห็นว่านายจ้างไม่มีความจำเป็นต้องทำสัญญาผูกมัดแบบนี้
  • การระบุว่าห้ามทำงานกับบริษัทอื่นที่เป็นประเภทเดียวกัน ศาลฎีกาก็เคยพิพากษามาหลายครั้งแล้วว่า “ไม่เป็นการปิดทางการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้  ย่อมมีผลใช้บังคับได้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”
  • สัญญาดังกล่าว สามารถนำมาใช้บังคับได้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เปิดเผยความลับของนายจ้างก็ตาม … เพราะสัญญาระบุว่าห้ามไปทำงานกับบริษัทอื่นที่เป็นประเภทเดียวกัน … สิ่งที่ละเมิดคือ การไปทำงานกับบริษัทอื่นที่เป็นประเภทเดียวกันครับ
  • นายจ้างไม่มีอำนาจในการให้(อดีต)ลูกจ้างลาออกจากนายจ้างใหม่ หรือให้นายจ้างใหม่เลิกจ้าง(อดีต)ลูกจ้าง แต่นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าปรับอันเนื่องมาจาก(อดีต)ลูกจ้างละเมิดสัญญาได้

ถ้าเกิดเป็นกรณีแบบที่ยกตัวอย่างมา ก็บอกได้คำเดียวว่า ควรปฏิบัติตามสัญญาจ้างที่เซ็นเอาไว้ จะได้ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันภายหลังจะดีกว่าครับ … บางครั้งนายจ้างไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาลโดยใช่เหตุ ก็จะมาขอให้(อดีต)ลูกจ้างลาออกหรือให้นายจ้างใหม่เลิกจ้าง ซึ่งถ้าคุยกันดีๆ แล้วทำตามเรื่องก็อาจจะจบ หรือบางครั้งหากนายจ้างใหม่อยากได้เราไปทำงานมากๆ จริง ก็อาจจะยอมเสียค่าปรับให้เรา เรื่องก็จบได้เช่นกัน ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลด้วย

แต่หากเป็นกรณีที่นายจ้างทำสัญญาแบบไม่เป็นธรรม เช่น กำหนดระยะเวลานานเกิดไป กำหนดขอบเขตของสัญญาชนิดที่เรียกว่า แทบจะปิดกั้นโอกาสในการทำมาหากินของเราเลย แบบนี้เมื่อฟ้องแล้ว ศาลก็จะใช้ดุลยพินิจเพื่อพิจารณาว่าแค่เพียงใดจึงจะเหมาะสม ดังนั้นเราก็ต้องสำรวจตัวเองครับ ว่าเราได้ทำการละเมิดอะไรไปหรือเปล่า เช่น ออกจากงานมาไม่ถึงปีสองปีดีก็ไปทำงานกับคู่แข่งแล้ว หรือ มีการนำข้อมูลทางการค้าไปให้นายจ้างใหม่ เป็นต้น หากเราไม่ได้ละเมิดอะไร เราก็เอาหลักฐานมาพิสูจน์ครับ

 

ขอขอบคุณ: ทนายวิรัช หวังปิติพาณิชย์ เจ้าของผลงานหนังสือมากมาย และแชร์ความรู้ด้านกฎหมายในคอลัมน์ “กฎหมายน่ารู้” ในเว็บ HRtwt นี้ ที่ให้คำปรึกษาเพื่อเขียนบทความนี้ขึ้นครับ

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: