พนักงานมาทำงานสาย หักเงินดีหรือไม่?!?

ID-10060525

Image courtesy of nongpimmy / FreeDigitalPhotos.net

 

แน่นอนว่าเมื่อจ่ายเงินจ้างพนักงานมาแล้ว นายจ้างก็ย่อมคาดหวังว่าพนักงานจะทำงานอย่างขยันขันแข็ง และมาทำงานตรงเวลาด้วยกันทั้งสิ้นแหละครับ แต่ปัญหาก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีบ้างแหละครับ ที่พนักงานจะมาทำงานสาย ด้วยปัจจัยต่างต่างนานานมากมาย อาจจะเพราะรถติด เกิดอุบัติเหตุ รถเมล์ขาดระยะ ฯลฯ หรือแม้แต่ปัจจัยความขี้เกียจส่วนบุคคล อย่างตื่นสาย อยากอู้งาน ฯลฯ … มาตรการที่นายจ้างส่วนใหญ่ทำ เพื่อบรรเทาปัญหานี้ ก็มักจะเป็นการหักค่าจ้าง โดยอาศัยแนวคิดที่ว่า No work, no pay หรือ ไม่ทำงานก็ไม่จ่ายค่าจ้าง แต่คำถามมีอยู่ว่า การทำแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ และ สมควรทำหรือเปล่า น่ะสิ

 

ในทางกฎหมายนั้น มาสาย หักเงินได้หรือไม่?!?

หากนายจ้างใช้คำว่า “หักเงิน” ละก็ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 (ปรับปรุง พ.ศ.2553) มาตรา 76 นั้นบอกไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ยกเว้นจะหักเพื่อชำระภาษีเงินได้หรือชำระเงินอื่นตามกฎหมายบัญญัติไว้, ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงาน, ชำระหนี้สินสหกรณ์, เงินประกันหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง, เงินสะสมจำพวกกองทุนเงินสะสม

ฉะนั้น หากไปใช้คำว่า “หักเงิน” ค่าจ้างในกรณีที่มาทำงานสาย แบบนี้จะเข้าข่ายผิดกฎหมายครับ

แต่ HR ที่ประสบการณ์สูง ชั่วโมงบินเพียงพอ เขาจะเลี่ยงไปใช้คำว่า “งดจ่ายค่าจ้าง” แต่ก็ยังคงเป็นแนวคิด No work, no pay อยู่ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ หากมีการระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของบริษัท ว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างตามเวลาที่มาทำงานจริง แบบนี้ก็สามารถไม่จ่ายค่าจ้างในกรณีพนักงานมาทำงานสายได้ แต่ก็อีกนั่นแหละครับ มันต้องเป็นการทำอย่างเป็นธรรม หรือก็คือ หากมาสาย 6 นาที ก็หักค่าจ้างได้แค่ 6 นาทีเช่นกัน … สุดท้าย การทำเช่นนี้ อาจกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาต่างๆ ขึ้นมาแทน อาทิ

  • เป็นภาระให้กับผู้ที่มาทำหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้ไปซะเปล่าๆ … เพราะต้องมาคอยตรวจสอบ และหักเงิน (ที่แทบจะเรียกว่าเป็นเศษเงิน) ตลอดเวลา
  • ตัวพนักงานเองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้จนเป็นนิสัยก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เพราะการ “งดจ่ายค่าจ้าง” ก็ทำแค่ “ตามจริง” เท่านั้นเอง สุดท้ายก็อาจจะมีพฤติกรรมมาสายแบบซ้ำๆ อยู่ดี
  • สำหรับพนักงานบางคนที่ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนี้จนเป็นนิสัย ก็อาจจะรู้สึกว่านายจ้างเขี้ยวลากดินเหลือเกิน กลายเป็นความรู้สึกไม่ดีต่อนายจ้าง เป็นความไม่พึงพอใจในงานไปซะอีก

ได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ ครับ

 

แล้วนายจ้างควรทำอย่างไรกับพฤติกรรมมาสายของพนักงานล่ะ?!?

ในทางพฤติกรรมศาสตร์นั้นมันมีแนวคิดของการทำ Behavior shaping หรือ การดัดพฤติกรรม อยู่ครับ ซึ่งหมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่เราต้องการให้บ่อยครั้งขึ้น หรือ การลดความถี่หรือระงับพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการลงไป ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การเสริมแรง (Reinforcement) และ การลงโทษ​ (Punishment)

ตรงนี้ นักจิตวิทยาสายพฤติกรรมศาสตร์มีคำแนะนำเอาไว้ ซึ่งผมว่าชาว HR สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เพื่อแก้ปัญหาพนักงานมาทำงานสายดังนี้

  • ทำให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดลง โดยการส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์นั้น เช่น หากนายจ้างไม่อยากให้พนักงานมาสาย นายจ้างก็ไปกระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมการมาทำงานตรงเวลาแทน เพราะเมื่อพนักงานมาทำงานตรงเวลา ก็จะไม่สามารถมีพฤติกรรมการมาทำงานสายได้
  • กระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ด้วยการเสริมแรง ให้รางวัล … ผมไม่อยากให้นายจ้างคิดว่า จ่ายเงินค่าจ้างแล้วพนักงานก็ควรจะมี “จิตสำนึก” ที่จะมาทำงานตรงเวลากันทุกคนนะครับ แม้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวคือสิ่งที่พนักงานพึงกระทำอยู่แล้ว แต่เมื่อนายจ้างอยากให้พนักงานมีพฤติกรรมดังกล่าวบ่อยครั้ง ก็ควรที่จะมีการเสริมแรงครับ
  • ระงับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ด้วยการลงโทษ … แน่นอนว่าสำหรับพนักงานที่มีพฤติกรรมมาสายจนเป็นนิสัย การกระตุ้นให้อยากมาทำงานตรงเวลาไม่ได้ผล และส่งผลเสียต่อนายจ้างทั้งทางตรง​ (ผลการปฏิบัติงานบกพร่อง) และทางอ้อม (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่พนักงานคนอื่นๆ) ก็จำเป็นต้องมีการลงโทษตามความเหมาะสม ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นกฎหมายให้นายจ้างสามารถทำได้ โดยยึดเอากฎระเบียบข้อบังคับของนายจ้างเป็นเกณฑ์

 

การกระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมมาทำงานตรงเวลาด้วย Gamification

เบี้ยขยันคือมุกที่นายจ้างมักเอามาใช้เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมมาทำงานตรงเวลา แต่หลายๆ แห่งนั้นวางกติกาในการให้เบี้ยขยันไม่เหมาะสม ผลสุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ผลนัก แล้วก็มาโทษว่าพนักงานนิสัยไม่ดี ขนาดให้เบี้ยขยันแล้วก็ยังไม่อยากจะขยัน … ส่วนใหญ่มักเกิดกับนายจ้างที่ตั้งกติกาเบี้ยขยันง่ายๆ ว่า “ต้องไม่มีการหยุด ลา มาสาย ใดๆ ทั้งสิ้น” จึงจะได้เบี้ยขยัน

ที่กติกาง่ายๆ แบบนั้นไม่ประสบความสำเร็จนักก็เพราะ เมื่อใดก็ตามที่พนักงานพลาดพลั้งไป ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เดือนนั้นก็หมดหวังกับเบี้ยขยันแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่พนักงานจะไม่ใส่ใจมากกับเรื่องมาสายอีก

วิธีที่ดีกว่านั้น ควรจะเป็นการวางกติกาให้พนักงานได้รับรู้ไว้ว่า แม้จะมีพลาดพลั้งเพราะสุดวิสัยไปบ้าง แต่โอกาสในการได้เบี้ยขยันก็ยังมีอยู่ แม้ “ขนาดของรางวัล” อาจจะลดทอนลงไปบ้าง แต่แน่นอนว่าการได้น้อยลงบ้างย่อมดีกว่าไม่ได้เลยละนะครับ … การประยุกต์แนวคิดของเกมมาใช้ หรือที่เรียกว่า Gamification นั้น ช่วยให้เกิดแรงกระตุ้น และสร้าง Engagement ของพนักงานได้ดีกว่า เช่น

  • เมื่อพนักงานมาทำงานตรงเวลา ก็จะได้คะแนนไปสะสม โดยสามารถนำคะแนนสะสมนี้ ไปแลกเปลี่ยนเป็นของรางวัลต่างๆ (หรือแม้แต่เงิน) ได้
  • เมื่อพนักงานมาทำงานตรงเวลา ก็จะได้รับ “สิทธิ์” ในการเล่นเกมเพื่อสะสมคะแนน และสามารถนำคะแนนที่ได้ ไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆ ได้

ในแนวทางแรก เป็นแนวทางที่เรียบง่าย พนักงานเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน … ในขณะที่แนวทางที่สองนั้น การวางกติกาและการเตรียมการจะซับซ้อนขึ้น แต่มันเป็นการนำ Gamification มาใช้มากขึ้น หากวางแผนมาดี พนักงานจะมีโอกาสเกิด Engagement สูงมากขึ้น เพราะ “ความอยากเอาชนะเกม” มันกระตุ้นพฤติกรรมของพนักงานนั่นเอง

 

The following two tabs change content below.
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: